เพิ่มเพื่อน
แชร์บทความต่อ
เม็ดมะม่วงหิมพานต์
เม็ดมะม่วงหิมพาต์

ถือเป็นอีกประเภทถั่วที่หลายคนนิยมทานกันมาก ๆ สำหรับ “เม็ดมะม่วงหิมพานต์” แต่ก็ยังมีคนจำนวนไม่น้อยที่รักในสุขภาพมาก ๆ และอยากทำความใจเกี่ยวกับคุณค่าทางโภชนาการของพืชชนิดนี้ว่ามีเท่าไหร่ ทานแล้วมีประโยชน์อย่างไร ช่วยเรื่องอะไรได้บ้าง? ไม่ต้องเสียเวลากันอีกต่อไปเพราะจะขอนำข้อมูลน่าสนใจมาเล่าสู่กันฟัง บอกเลยว่ามีแต่เรื่องดี ๆ ทั้งสิ้น

พาไปรู้จักให้มากขึ้นกับ “เม็ดมะม่วงหิมพานต์”

เม็ดมะม่วงหิมพานต์ คือ พืชในตระกูลถั่วที่มีรสชาติหวาน มัน อร่อย และเป็นแหล่งรวบรวมวิตามิน เกลือแร่พร้อมช่วยให้ร่างกายแข็งแรงมากขึ้น ผู้คนนิยมที่จะนำถั่วประเภทนี้ไปเป็นส่วนผสมในอาหาร รวมถึงนำไปคั่วผสมเกลือรับประทานในเวลาว่าง

มีคุณค่าทางโภชนาการสูง โดยใน 100 กรัม มีพลังงานรวมแล้ว 553 กิโลแคลอรี ไขมันปริมาณ 43.85 กรัม ซึ่งประกอบไปด้วยสารอาหารต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น แร่ธาตุ สารต้านอนุมูลอิสระ วิตามินบี 6 วิตามินอี วิตามินเค ฟอสฟอรัส สังกะสี แมกนีเซียม ทองแดง ซีลีเนียม และเหล็ก ซึ่งแต่ละสารอาหารต้องบอกเลยว่าล้วนมีความสำคัญต่อการทำงานของร่างกายอย่างที่สุด

อย่างไรก็ตามสิ่งหนึ่งที่ยอมรับคือ เม็ดมะม่วงหิมพานต์มีปริมาณของไขมันสูงมาก แต่ไขมันที่มีนั้นถือเป็นไขมันดี และหากทานปริมาณเหมาะสมก็จะส่งผลต่อร่างกายอันเป็นประโยชน์สูงสุดได้ เช่น ลดคอเลสเตอรอลในเลือด ลดระดับของไขมันเลว สารต้านอนุมูลอิสระก็ช่วยชะลอวัย ฯลฯ

เม็ดมะม่วงหิมพานต์ประโยชน์ที่บ่งบอกว่าควรทาน

1. ช่วยในเรื่องการมองเห็น

สิ่งแรกที่ขอแนะนำให้รู้จักกับเม็ดมะม่วงหิมพานต์ประโยชน์ที่มีก็คือเรื่องของการมองเห็น ด้วยสารที่มีอย่าง ซีแซนทีน (Zeaxanthin) และลูเมอิน (Lutein) ซึ่งเป็นสารต้ายอนุมูลอิสระ เมื่อทานอย่างสม่ำเสมอในปริมาณที่เหมาะสมจะช่วยป้องกันดวงตาที่ถูกแสงแดดทำลาย มีโอกาสเกิดอาการตาบอดในผู้สูงอายุ พร้อมช่วยลดการเกิดโรคต้อกระจกได้ด้วยเช่นกัน

2. ช่วยในเรื่องหัวใจ และระบบไหลเวียนในเลือด

เม็ดมะม่วงหิมพานต์ประโยชน์อีกอย่างที่ไม่อาจมองข้ามได้คือ มีงานวิจัยที่บ่งบอกแล้วว่าการเลือกทานถั่วชนิดนี้จะช่วยลดอาการเกิดของโรคหัวใจ และหลอดเลือด รวมถึงปัญหาเกี่ยวกับความดันโลหิต คอเลสเตอรอลในร่างกายที่สสูงก็จะลดลงตามไปด้วย ปัจจัยสำคัญมจากนี่คือพืชที่ไม่มีคอเลสเตอรอลตามธรรมชาติ รวมถึงมีไขมันที่ดีต่อหัวใจ อัดแน่นไปด้วยอาร์จินีน ที่ป้องกันเยื่อบุที่อยู่ด้านในของผนังเส้นเลือดแดง โปรตีนสูง

เม็ดมะม่วงหิมพานต์ประโยชน์อีกอย่างที่ไม่อาจมองข้ามได้คือ มีงานวิจัยที่บ่งบอกแล้วว่าการเลือกทานถั่วชนิดนี้จะช่วยลดอาการเกิดของโรคหัวใจ และหลอดเลือด รวมถึงปัญหาเกี่ยวกับความดันโลหิต คอเลสเตอรอลในร่างกายที่สสูงก็จะลดลงตามไปด้วย ปัจจัยสำคัญมจากนี่คือพืชที่ไม่มีคอเลสเตอรอลตามธรรมชาติ รวมถึงมีไขมันที่ดีต่อหัวใจ อัดแน่นไปด้วยอาร์จินีน ที่ป้องกันเยื่อบุที่อยู่ด้านในของผนังเส้นเลือดแดง โปรตีนสูง

3. ช่วยป้องกันความเสี่ยงโรคเบาหวาน

อเม็ดมะม่วงหิมพานต์จะมีสารสกัดที่สามารถต้านทานโรคเบาหวานได้ดี ป้องกันกันภาวะดื้อต่ออินซูลิน ทำให้ร่างกายรับการควบคุมน้ำตาลในเลือดในปริมาณเหมาะสม กระตุ้นให้การลำเลียงของน้ำตาลเข้าสู่เซลล์กล้ามเนื้อได้เพิ่มมากขึ้น ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด

4. ช่วยเรื่องควบคุมน้ำหนัก

เคยมีงานวิจัยที่บ่งบอกว่าการเลือกทานเม็ดมะม่วงหิมพานต์ 1 กำมือต่อวัน จะช่วยให้เกิดการป้องกันโรคเบาหวาน โรคหัวใจ ไขมันในหลอดเลือด และมะเร็งได้เป็นอย่างดี เพราะมีการเปลี่ยนรูปแบบการทานไขมันจากสัตว์มาเป็นพืช ซึ่งไขมันที่ได้จัดอยู่ในชนิดที่ไม่อิ่มตัว สามารถพบในเม็ดถั่วชนิดนี้ ซึ่งนี่ถือเป็นการช่วยเรื่องควบคุมน้ำหนักไปในตัวด้วย มากไปกว่านั้นตามที่กล่าวไปคือ ลดปริมาณคอเรสเตอรอล ลดไขมันที่มีในร่างกาย เมื่อไขมันน้อยก็ร่างกายสมส่วน

5. ช่วยชะลอวัย ดูเด็กลงกว่าเดิม

ที่ขาดไม่ได้เลยก็คือเรื่องของตัวช่วยในการช่วยชะลอวัยที่มีประสิทธิภาพจากสารอนุมูลอิสระสูงมาก โดยสามารถต้านได้สูงถึง 7,278 ไมโครโมลทีอีเลยทีเดียว โดยที่จะเรียกว่าค่า ORAC (Oxygen Radical Absorbance Capacity) ที่มีความสามารถในการต้านสารอนุมูลอิสระที่พูดถึงนี่เอง

ผู้ที่ต้องระวังในการทานเม็ดมะม่วงหิมพานต์

1. ผู้ที่มีอาการแพ้ถั่ว หรือแพ้สารเพคติน ที่จะทำให้เกิดโอกาสแพ้กำเริบขึ้นมา ความรุนแรงที่สุดอาจเป็นอันตรายต่อชีวิตเลยก็ได้

2. หญิงมีครรภ์หรือกำลังให้นมลูกอยู่ จริง ๆ แล้วสามารถทานได้ แต่ต้องเป็นในปริมาณที่เหมาะสม ไม่อย่างนั้นจะเกิดปัญหาต่อลูกในท้อง รวมถึงสารที่ปนออกมาทางน้ำนมให้ลูก ที่เด็กอาจเกิดอาการแพ้อยู่แล้ว แต่คุณแม่ไม่รู้

3. ผู้ที่ต้องรับการผ่าตัด เพราะสารบางชนิดจะไปสร้างระดับน้ำตาลในเลือดให้สูงมากขึ้น ไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลได้ จึงควรหยุดทานก่อนเข้ารับการผ่าตัดอย่างน้อย 2 อาทิตย์ (14 วัน)

อย่างไรก็ตาม ในการทานเม็ดมะม่วงหิมพานต์นอกจากต้องระวังเป็นรายบุคคลแล้ว ใครที่ไม่ได้เข้าข่ายก็อย่าคิดว่าทานเท่าไหร่ก็ได้ แนะนำว่าให้ทานในปริมาณที่เหมาะสม อีกทั้งการที่ทานโดยไม่ได้นำไปผ่านความร้อน หรือปรุงสุก มีโอกาสที่จะก่อให้เกิดอาการผิวหนังระคายเคืองง่าย ซึ่งถ้าให้สรุปแบบเข้าใจง่าย การทานวันละ 10 เม็ด คือความเหมาะสมที่ดีต่อร่างกายมากสุด ๆ เลย