เพิ่มเพื่อน
แชร์บทความต่อ
วอลนัท
วอลนัท

เมื่อพูดถึงพืชตระกูลถั่วที่ถูกตั้งชื่อด้วยลักษณะของเมล็ด คงมองข้าม “วอลนัท” หรือถั่วสมองนี้ไม่ได้เลยจริง ๆ

ซึ่งอยากให้ทุกคนได้ลองไปทำความรู้จักกันดูด้วยคุณค่าทางโภชนาการอาหาร สารประกอบต่าง ๆ ที่สร้างประโยชน์ต่อร่างกายอย่างมาก

แต่กระนั้นสำหรับบางคนก็มีโอกาสที่จะเกิดอาการแพ้ด้วยเช่นกัน วิธีดีที่สุดจึงควรทำความเข้าใจอย่างละเอียดกันเลย

“วอลนัท” แท้จริงมีกี่สายพันธุ์?

เชื่อว่าหลายคนอาจไม่รู้เลยว่าวอลนัท หรือที่หลาย ๆ คนเรียกว่าถั่วสมองนั้นมีทั้งสิ้น 4 สายพันธุ์ ได้แก่

  • English walnut (หรือเรียกว่า Persian)
  • American walnut (หรือเรียกว่า Black walnut)
  • Japanese walnut
  • American white walnut (หรือเรียกว่า Butternut)

อย่างไรก็ตาม เมื่อเปลือกกลายเป็นสีน้ำตาลแล้ว ชาวเกษตรกรก็จะเริ่มต้นเก็บเกี่ยว และมีการเขย่าลำต้น โดยทำให้ผลร่วงลงมาง่าย ๆ

จากนั้นจะทำความสะอาด ปลอกเปลือกออก นำไปอบแห้งในอุณหภูมิ 43 องศาเซลเซียส เพื่อไม่ทำให้เกิดปัญหาเหม็นหืนภายหลัง

ซึ่งมีโอกาสเกิดขึ้นได้ ทั้งนี้ เมล็ดถั่วจะถูกบรรจุลงบรรจุภัณฑ์เพื่อส่งออกต่อไป หรือบางคนก็นำไปแปรรูปกลายเป็นนม หรือน้ำมัน

ด้วยสารอาหารของวอลนัท ประโยชน์เหลือล้นเกินบรรยาย

เปิดคุณค่าทางโภชนาการของ “วอลนัท”

เมื่อลองคำนวณคุณค่าทางโภชนาการของ “วอลนัท” แล้ว ใน 100 กรัม จะสามารถสร้างพลังงานต่อร่างกายได้ 654 กิโลแคลอรี่

โดยมีสารอาหารที่สำคัญมากมาย เช่น

  • โปรตีน ปริมาณ 15.23 กรัม
  • ฟอสฟอรัส ปริมาณ 346 มิลลิกรัม
  • โพแทสเซียม ปริมาณ 441 มิลลิกรัม
  • ไขมัน ปริมาณ 65.21 กรัม
  • แคลเซียม ปริมาณ 98 มิลลิกรัม
  • คาร์โบไฮเดรต ปริมาณ 13.71 กรัม
  • ใยอาหาร ปริมาณ 6.7 กรัม

ทั้งนี้ก็ยังมีแร่ธ่ตุที่สำคัญ และวิตามินต่าง ๆ เช่น เหล็ก ซิงก์ ไนอะซิน (Niacin) โฟเลต (Folate) ซีลีเนียม และวิตามินซี

วอลนัท ประโยชน์ที่นำมาบอกต่อกัน

1. ช่วยป้องกันปัญหาหลอดเลือด และโรคหัวใจ

ด้วยความที่วอลนัท มีสารอาหารอย่าง โอเมกา 3 (Omega – 3) สูงมาก ๆ ดังนั้น จึงปฏิเสธไม่ได้เลยว่าอัดแน่นไปด้วยกรดไขมันดี

ช่วยให้ระบการทำงานต่าง ๆ ของอวัยวะภายในเป็นไปในทิศทางที่ยอดเยีย่ม พร้อมช่วยลดระดับของไขมันไตรกลีเซอไรด์ ซึ่งเป็นสารที่ก่อให้เกิดโรคหลอดเลือด

และหัวใจได้ เมื่อทานประจำจึงไม่ทำให้เกิดอาการรุนแรงขึ้น

2. ชะลอความแก่ ป้องกันมะเร็งได้

เมื่อเลือกทานวอลนัทเป็นประจำ ร่างกายจะได้รับสารต้านอนุมูลอิสระ หรือ Antioxidant เยอะมาก พร้อมช่วยให้อาการอักเสบที่เกิดจากการทานอาหารที่มีไขมันสูง ๆ

ชะลอความแก่ มากไปกว่านั้นยังช่วยลดความเสี่ยงของอาการเส้นเลือดในสมองตีบ และภาวะอัลไซเมอร์ได้ ผู้สูงวัยที่รู้ตัวว่าเริ่มมีภาวะ หรือโรคใดโรคหนึ่ง

แนะนำทานถั่วนี้ในปริมาณที่เหมาะสมกันเลย

3. ช่วยให้นอนหลับได้ดี

ด้วยความที่สารอาหารในวอลนัท ประโยชน์สูงมาก เช่น เมลาโทนิน (Melatonin) ที่มีอยู่เฉลี่ยแล้ว 2.5 – 4.5 นาโนกรัมต่อกรัม

เมื่อร่างกายได้รับสารนี้เข้าไปจะเกิดความรู้สึกง่วง อยากนอน ดังนั้น จึงช่วยในด้านการหลับพักผ่อนเยอะขึ้น แก้ไขปัญหาโรคนอนไม่หลับ

หรือโรคหลับผิดเวลา พร้อมบรรเทาอาการเจ็ตแลก (Jet Lag) ได้ด้วย

4. มีส่วนช่วยบำรุงผิวและเส้นผม

ต้องบอกเลยว่านี่เป็นอีกประโยชน์ที่ไม่อาจมองข้ามไปได้ เพราะวอลนัทมีวิตามินอีสูงมากซึ่งสารอาหารชนิดนี้มีสรรพคุณเยอะมาก

อาทิ ป้องกันการเกิดลิ่มเลือด ไม่ทำให้เส้นเลือดอุดตัน ป้องกันการแตกของเม็ดเลือดแดง ช่วยลดอาการบาดเจ็บ

และอาการอักเสบที่มีในร่างกายได้ พร้อมบำรุงผิวให้ผ่องใส เนียนนุ่ม รวมถึงเส้นผมเงางาม แลดูมีสุขภาพดียิ่งกว่าเคย

5. ช่วยป้องกันโรคเบาหวาน

พืชอีกชนิดที่สามารถป้องกันโรคเบาหวานได้ดี โดยมีผลวิจัยและได้ตีพิมพ์ลงใน Journal of Nutrition ที่เปิดเผยว่ามีอาสามาสมัครเพื่อทานถั่วสมองในปริมาณ 28 กรัม

ภายในเวลา 7 วัน ให้ทาน 2 ครั้ง และผลออกมาปรากฎมีแนวโน้มป้องกันการเกิดน้ำตาลในเลือดสูงได้ 24% เลยทีเดียว

6. ช่วยลดความเสี่ยงมะเร็งเต้านม

เรื่องนี้ก็มีผลวิจัยอีกเช่นกัน โดยมาจาก Marshall University ระบุว่าการเลือกทานวอลนัทบ่อยในปริมาณตั้งแต่ 56 กรัมขึ้นไป

จะมีโอกาสช่วยลดการเกิดโรคมะเร็งเต้านมได้ อ้างอิงจากผลทดลองที่ใช้ร่วมกับหนูโดยให้ทานทุกวัน

ซึ่งผลปรากฎออกมาว่าหนูมีแนวโน้มที่เสี่ยงต่อมะเร็งเต้านมน้อยมาก ๆ โดยที่จำนวนเนื้องอกที่มีในหนูก็ลดลงด้วย

อีกทั้งหนูที่มีการตรวจก่อนหน้าว่ามีเนื้องอก เนื้องอกก็เล็กลงตามไปด้วย

อาการแพ้เมื่อรับประทานวอลนัทเข้าสู่ร่างกาย

วอลนัท จัดอยู่ในกลุ่มนัท ที่มีผลแห้งมาจากพืชประเภทยืนต้นซึ่งต้องมีการคั่ว ทอด หรือนำไปประกอบอาหารได้

โดยสหภาพยุโรปจัดให้ถั่วที่อยู่ในกลุ่มนี้สามารถเกิดอาการแพ้ได้ และพบบ่อยมาก ๆ ถือเป็น 1 ใน 12 ชนิดอาหาร

ไม่วาจะเด็กหรือผู้ใหญ่ก็มีโอกาสเกิดขึ้นได้ทั้งสิ้น อาการแพ้มักจะมาหลังจากทานไปแล้ว 2 – 6 ชั่วโมง โดยมีอาการบวม ชา คัน

ที่บริเวณใบหู ลำคอ รอบดวงตา ปาก กลืนอาหารลำบาก มีผื่นคัน หายใจชอบติดขัด และมีอาการวิงเวียนศีรษะคล้ายคนจะเป็นลมร่วมด้วย

วอลนัทจะว่ามีประโยชน์ก็มีสูงมากเลยทีเดียว เพราะช่วยร่างกายให้แข็งแรง ป้องกันโรคต่าง ๆ ได้ดี แต่หากใครที่รู้ตัวว่าแพ้

หรือเมื่อทานเข้ารู้ร่างกายแล้วเกิดผลข้างเคียงอย่างที่กำลังพูดถึงอยู่ ก็ขอให้รีบหยุด แล้วไปพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยและรักษาต่อไป

ส่วนใครทานแล้วดีต่อสุขภาพก็ต้องจัดอยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมด้วย